Showing posts with label เลือกตัวไหนดี. Show all posts

Nikon DSLR D7100 รีวิว

Nikon DSLR D4 D3x D800 D600 D7100 D7000 D90 D5200 D5100 D3200 D3100

D7100 – เมื่อประสิทธิภาพเหนือชั้นผสานกับการพกพาที่แสนสะดวก



D7100 มอบประสิทธิภาพและการใช้งานในแบบ DSLR ระดับสูง พร้อมนํ้าหนักที่เบาและการพกพาแสนสะดวก ด้วยความละเอียดสูงถึง 24.1 ล้านพิกเซล และระบบโฟกัสอัตโนมัติ 51 จุด คุณจะถ่ายภาพและวิดีโอแบบ Full HD ได้ในคุณภาพที่น่าประทับใจ

D7100สำหรับภาพถ่ายที่สร้างแรงบันดาลใจ

D7100 เซนเซอร์ CMOS ในรูปแบบ DX พร้อมความละเอียด 24.1 ล้านพิกเซล และ
ระบบ EXPEED 3 ให้ประสิทธิภาพในระดับเดียวกับ D-SLR ระดับสูง 
คุณสามารถถ่ายภาพได้อย่างมั่นใจในทุกสภาวะแสง ด้วยระบบควบคุม
สัญญานรบกวนและระดับความไวแสง (ISO) ขั้นสูง เท่านั้นยังไม่พอ 
D7100 ไม่ใช้ Low-pass filter จึงมอบความคมชัดสูงสุดเมื่อถ่ายภาพที่มีรายละเอียดมาก  



D7100 เล็กและน่าทึ่ง

D7100 พกพาได้สะดวกกว่ากล้อง D-SLR หลายรุ่น แต่ก็สามารถมอบประสิทธิภาพในระดับที่ยอดเยี่ยม บันทึกภาพถ่ายคุณภาพสูง ด้วยการถ่ายแบบต่อเนื่องได้ถึง 7 fps ติดตามเป้าหมายด้วยโฟกัสอัตโนมัติ 51 จุด ขยายขอบเขตของเลนส์ได้ด้วยการครอปภาพระดับ 1.3x ช่างภาพที่ต้องการคุณภาพสูงสุดจะถูกใจกล้องรุ่นนี้อย่างแน่นอน  

D7100 แววตาแห่งความเป็นเลิศ

ช่องมองภาพแบบปริซึมห้าเหลี่ยมครอบคลุมภาพได้เต็ม 100% ที่ระดับการขยาย 0.94x คุณจึงจัดองค์ประกอบภาพถ่ายได้อย่างแม่นยำ ข้อมูลการตั้งค่าจะแสดงอย่างชัดเจนในช่องมองภาพโดยใช้เทคโนโลยีออร์แกนิค EL ที่มอบความคมชัดได้เหนือกว่าหน้าจอ LCD ทั่วไป


D7100 การออกแบบที่ยอดเยี่ยม


D7100 ประกอบด้วยหน้าจอ TFT LCD 3.2 นิ้ว พร้อมความละเอียด 1,229k-dot ที่เปี่ยมประสิทธิภาพ หน้าจอแบบ RGBW นี้มีความคมชัดและสว่างมากกว่าหน้าจอ RGB คุณจึงสามารถจัดวางภาพถ่ายได้ดีกว่า และดูภาพที่คุณถ่ายได้ในทุกสภาวะ

D7100 ควบคุมได้ทุกการถ่ายภาพ

D7100 ใช้งานได้อย่างแสนง่าย เพียงกดที่ปุ่ม ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อเข้าสู่การตั้งค่าและเมนูปรับแต่งภาพ ฟังค์ชั่น Spot White Balance ให้คุณสามารถตั้งค่าไวท์บาลานซ์โดยใช้สีจากพื้นที่ที่เลือกไว้ ซึ่งทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้แผ่นเทากลาง (Grey card) คุณสมบัตินี้ใช้งานได้แม้ในขณะที่ใส่เลนส์เทเลโฟโต้ไว้อยู่


D7100  วีดีโอ Full HD อันน่ามหัศจรรย์

D7100 เชี่ยวชาญด้านการบันทึกวิดีโอแบบ Full HD ด้วยเช่นกัน ปุ่มบันทึกภาพยนตร์ถูกวางไว้ใกล้ๆ กับชัตเตอร์และสามารถกดใช้งานได้อย่างสะดวก คุณจึงบันทึกเรื่องราวได้อย่างทันทีที่ความละเอียด 1920x1080/60i* ใช้ไมโครโฟนสเตอริโอในตัว หรือเสียบไมโครโฟนเข้ากับตัวกล้อง เพื่อเสริมอรรถรสแก่ผลงานชิ้นเอกของคุณ
*1920?1080/60i ใช้ได้เฉพาะกรณีที่ภาพอยู่ในโหมดการครอปภาพ 1.3x


D7100 เสปกอย่างละเอียด 


พิกเซลที่ใช้งานจริง 24.1 ล้าน
เซนเซอร์ภาพ เซนเซอร์ CMOS ขนาด 23.5 x 15.6 มม. (รูปแบบ DX)
หน่วยความจำ เมมโมรี่การ์ดแบบ SD (รองรับ SDHC และ SDXC)
ประเภทของชัตเตอร์ ชัตเตอร์ระนาบโฟกัสแบบเคลื่อนที่แนวดิ่ง ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
ระบบวัดแสง ระบบวัดค่าแสง TTL โดยใช้เซนเซอร์ RGB - 2016 พิกเซล
ความไวแสง
(ดรรชนีการเปิดรับแสงที่แนะนำ)
ISO 100 ถึง 6400, สามารถเพิ่มขึ้นได้ที่ระดับเทียบเท่า 25600
โฟกัส ชุดเซนเซอร์โฟกัสอัตโนมัติขั้นสูง Nikon Advanced Multi-CAM 3500DX พร้อมระบบ Phase Dectectionแบบ TTL, การปรับแต่งภาพ, โฟกัส 51 จุด (รวมถึงเซนเซอร์แบบ Cross Type จำนวน 15 จุด, บริเวณส่วนกลางจะทำงานที่รูรับแสงกว้างกว่า f/5.6 และแคบกว่ากว่า f/8 หรือที่ f/8) และฟังค์ชั่นช่วยโฟกัสตอนกลางคืน (AF-assist illuminator) (ขอบเขตประมาณ 0.5 ถึง 3 ม./1 ฟุต 8 นิ้ว ถึง 9 ฟุต 10 นิ้ว)
การควบคุมแฟลช TTL: การควบคุมแฟลชแบบ i-TTL โดยใช้เซนเซอร์ RGB - 2016 พิกเซล มีให้เลือกเป็นแบบแฟลชในตัวและ SB-910, SB-900, SB-800, SB-700, SB-600 หรือ SB-400; แฟลชแสงเสริมแบบ i-TTL สำหรับกล้องติจิตอล SLR ใช้กับระบบวัดแสงแบบเมทริกซ์และนํ้าหนักกลาง, แฟลชแบบ i-TTL มาตรฐานสำหรับกล้องดิจิตอล SLR พร้อมการวัดแสงเฉพาะจุด
ภาพยนตร์ ระบบไฟล์วิดีโอขั้นสูง H.264/MPEG-4
หน้าจอ 8 ซม./3.2 นิ้ว ประมาณ 1229k-dot (VGA, 640 × 480 × 4 = 1,228,800 dots), หน้าจอ TFT พร้อม มุมมองภาพประมาณ 170° ครอบคลุมเฟรมภาพได้ประมาณ 100% และสามารถปรับความสว่างได้
แหล่งพลังงาน แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน EN-EL15 แบบชาร์จหนึ่งก้อน
อุปกรณ์เสริมชุดแบตเตอรี่ MB-Q0760 มัลติ-พาวเวอร์ พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน EN-EL15 แบบชาร์จหนึ่งก้อน หรือแบตเตอรี่อัลคาไลน์ AA, Ni-MH หรือลิเธียม 6 ก้อน
ขนาด (กว้าง x สูง x หนา) ประมาณ 135.5 x 106.5 x 76 มม./ 5.3 x 4.2 x 3.0 นิ้ว
นํ้าหนัก ประมาณ 765 ก./1 ปอนด์ 11 ออนซ์ พร้อมแบตเตอรี่และเมมโมรีการ์ด แต่ไม่รวมฝาปิดตัวกล้อง, ประมาณ 675 ก./1 ปอนด์ 7.8 ออนซ์ (เฉพาะตัวกล้อง)


สรปุข้อดี ข้อเสีย ของ NIKON D7100 

ข้อดี
1. ความละเอียดสูง 24.1 ล้านพิกเซล เอา low pass filter ทำให้ภาพคมชัดจริงๆครับ
2. มีจำนวนจุดโฟกัสเยอะถึง 51 จุด เพียงพอต่อการใช้งาน และกระจายทั่วไม่กระจุกอยู่ตรงกลาง
3. ระบบการทำงานรวดเร็ว(ถ้าจำได้ว่าฟังก์ชั่นไหนอยู่ตรงไหน)
4. มี 1.3 dx crop mode มีประโยชน์จริงๆกับคนที่ชอบถ่ายกีฬา สัตว์ต่างๆ
5. โฟกัสในที่แสงน้อยได้ดี ตามสเปคได้ถึง -2EV.

ข้อเสีย
1. ราคาเปิดตัวอาจจะแพงไปหน่อยถ้าเทียบกับต่างประเทศ
2. ให้ Buffer มาน้อยไปหน่อย ทำให้บางทีหงุดหงิดบ้างบางครั้งเมื่อมีการกดชัตเตอร์ค้าง
3. MB-D15 ออกวางจำหน่ายช้าจัง (ณ วันที่ 11 เมษายน 2556)
4. แบตเตอรี่น่าจะอึดกว่านี้หน่อย ผมใช้งานถ่ายทั่วไป เช็ครูป ใช้ได้ประมาณ 500-600 รูป
5. มี User setting น้อยไป น่าจะมีสัก 3-4 user setting
6. พวก Scene โหมดไม่จำเป็น น่าจะเอาออกไปนะครับ สำหรับกล้องระดับนี้แล้ว
7. Noise ที่ ISO สูงๆอย่าง 3200 หรือ 6400 น่าจะทำได้ดีกว่านี้อีกสักหน่อย

สรุปโดยคุณ Todsapoom @pantip

nikon D5200 V.S. D7000 เลือกตัวไหนดี?



สำหรับคนที่จะซื้อกล้อง Nikon  D5200

นอกจากจะลังเลระหว่าง D5200 หรือ D3200 จะเลือกตัวไหนดี ?
แล้วคงมีจำนวนไม่น้อยที่ลังเลอีกว่า

D7000 กับ D5200 จะเอาตัวไหนดี ?

เพราะทั้ง 3 ตัว ราคาไม่ต่างกันมากนัก  โดย

Nikon D7000 ราคา  24500 บาท
Nikon D5200 ราคา  21000 บาท
Nikon D3200 ราคา  16500 บาท

ราคา ณ 30 มีนาคม 2556 เป็นราคาเฉพาะ Body


  ระหว่าง Nikon D5200 และ D7000 กับ 15 เหตุผลก่อนการตัดสินใจ

            หลายคนคงคิดหนักสำหรับการเลื่อกซื้อกล้อง Nikon ในช่วงนี้ เพราะว่าทำไมรุ่นใหม่ที่ออกมาสเปกต่างๆ ถึงดูดีกว่ารุ่นก่อนหน้า แต่ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงยังเลือกซื้อรุ่นเก่า ทั้งที่ราคายังแพงกว่าเสียอีกด้วย ทางเราจะได้ค้นหาข้อแตกต่างระหว่าง Nikon D5200 กับ Nikon D7000 ก่อนตัดสินใจมาให้พิจารณา ดังต่อไปนี้





1. เซ็นเซอร์
Nikon D5200 มาพร้อม Sensor ความละเอียด 24 ล้านพิคเซล ส่วน Nikon D7000 ความละเอียด 16 ล้านพิคเซล จากสเปกจะเห็นว่า Nikon D5200 มีความละเอียดสูงกว่า Nikon D7000 อย่างมาก แต่ความละเอียด 16 ล้านพิคเซล ก็เพียงพอแล้วสำหรับการถ่ายภาพ และ คุณแทบไม่เห็นความแตกต่างระหว่าง 16 ล้านพิคเซล กับ 24 ล้านพิคเซล ในรูปได้เลย
2. หน้าจอ LCD
ทั้งสองรุ่นให้ความละเอียดหน้าจอ เท่ากับคือ 921,000 พิคเซล แต่หน้าจอของ Nikon D5200 สามารถปรับหมุนได้ มีประโยชน์สำหรับการถ่ายภาพวีดีโอ และ ถ่ายวัตถุใกล้ๆ เป็นอย่างมาก
3. เมมโมรี่
ทั้งคู่สามารถใช้งานกับการ์ด SD, SDHC และ SDXC ได้ แต่ Nikon D7000 มีช่องใส่ SD card 2 ช่อง โดยมีประโยชน์ในการแยกเก็บประเภทไฟล์ หรือ ใช้สำหรับการสำรองไฟล์ไว้อีกการ์ดหนึ่ง เหมาะอย่างยิ่งกับตากล้องระัดับมืออาชีพ
4. ช่องมองตา
D5200 มีมุมมองของช่องมองตา 95% ในขณะที่ D7000 มีมุมมองชองช่องมองตา 100% 
5. การถ่ายภาพต่อเนื่อง
การถ่ายภาพต่อเนื่อง Nikon D5200 ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ที่ 5 ภาพต่อวินาที ส่วน Nikon D7000 ได้ที่ 6 ภาพต่อวินาที 
6. Shutter speed range
ช่องของความเร็วชัตเตอร์ ที่ความเร็วชัตเตอร์สูงสุด Nikon D7000 อยู่ที่ 1/8000s ส่วน Nikon D5200 อยู่ที่ 1/4000s

7. Flash sync speed
Nikon D5200 สามารถ sync กับไฟแฟลช ได้ที่ความเร็วของสปีดชัตเตอร์ไวสุดเท่ากับ 1/200s ในส่วนของ Nikon D7000 สามารถ sync กับไฟแฟลช ได้ที่ความเร็วของสปีดชัตเตอร์ไวสุดเท่ากับ 1/250s แน่นอนถึงแม้จะห่างกันนิดเดียว แต่ สำหรับตากล้องมืออาชีพแล้ว ยิ่ง sync กับ แฟลชได้เร็วเท่าไร ยิ่งสร้างสรรค์งานได้แปลกตามากขึ้น
8. Creative Lighting System
Nikon D5200 และ Nikon D7000 สามารถทำโหมด CLS ได้ (การเล่นแฟลชนอก) แต่ Nikon D7000 สามารถตั้งโหมด Commander สำหรับการควบคุมแฟลชนอกแบบไร้สายได้
9. การถ่ายภาพวีดีโอ
Nikon D7000 สามารถถ่ายภาพแบบ FULL HD ได้แต่ด้วยเทคโนโลยีของกล้อง Nikon D5200 ที่ล้ำสมัยกว่า ทำให้ Nikon D5200 สามารถบันทึกภาพที่เฟรมเรทสูงๆได้ดีกว่า Nikon D7000 พร้อมด้วยระบบไมค์แบบ Stereo ในขณะที่ Nikon D7000 ยังเป็นแบบ Mono อยู่ 
10. การเชื่อมต่อ Wi-Fi
Nikon D5200 สามารถเชื่่อมต่อกับอุปกรณ์ Smartphone หรือ Tablet ต่างๆได้โดยผ่านอุปกรณ์เสริม WU-1a ซึ่ง Nikon D7000 ไม่มีฟังก์ชั่นนี้
11.  ขนาดและน้ำหนัก
แน่นอน Nikon D7000 มีขนาดใหญ่กว่า และหนักกว่า โดยมีน้ำหนัก 780 กรัม ในขณะที่ Nikon D5200 มีน้ำหนักเพียง 555 กรัม 
12. วัสดุ
วัสดุในการผลิตกล้อง Nikon D5200 ใช้พลาสติกโพลี่คาร์บอเนต ส่วน Nikon D7000 ใช้ วัสดุประกอบของแมกนีเซียมอัลลอย และ พลาสติกคาร์บอเนต ซีลอย่างดีเพื่อป้องกันละอองน้ำและฝุ่น ดังนั้นวัสดุของ Nikon D7000 จึงมีความคงทนและแข็งแรงกว่า Nikon D5200 
13.  หน้าจอบน
Nikon D5200 ออกแบบให้มีขนาดเล็ก จึงไม่มีหน้าจอบนสำหรับการอ่านค่าการตั้งค่าต้องใช้งานผ่านหน้าจอ LCD เพียงอย่างเดียว ซึ่งกล้องในระดับเดียวกันก็ไม่มีหน้าจอด้านบนเชียวเดียวกัน ส่วน Nikon D7000 มีหน้าจอบนสำหรับการปรับค่าต่างๆ ให้ความสะดวกและรวดเร็วในการตั้งค่าเป็นอย่างมาก 
14.  ปุ่มคำสั่งต่างๆ
ปุ่มในตัวของ Nikon D5200 มีไม่มากจึงทำให้แต่ละปุ่มต้องมีฟังก์ชั่นประกอบอยู่ภายในมากกว่า ในขณะที่ Nikon D7000 มีปุ่มควบคุมต่างๆมากมาย และ มีปุ่มหมุนปรับตั้งค่าให้ถึง 2 วน ทำให้การปรับค่าต่างๆ เป็นไปได้ง่ายและรวดเร็วกว่า Nikon D5200
15.  ระบบมอเตอร์โฟกัสในตัว
โดยส่วนใหญ่เลนส์นิคอนได้อออกแบบให้มีระบบ มอเตอร์โฟกัสภายในตัว (AF-S) แต่เลนส์รุ่นเก่าของนิคอน จะไม่มีระบบมอเตอร์โฟกัสในตัว (AF) ดังนั้นหากเราใช้เลนส์ที่ไม่มีระบบมอเตอร์โฟกัส เราต้องเลือกกล้องที่มีมอเตอร์ในตัว โดย Nikon D7000 รองรับทั้งเลนส์ที่มีมอเตอร์โฟกัส และ ไม่มีมอเตอร์โฟกัส ในขณะที่ Nikon D5200 ต้องเลือกใช้เฉพาะเลนส์ที่มีมอเตอร์โฟกัสเท่านั้น 

อ่านรีวิวเต็ม ๆ ประกอบการตัดสินใจได้ที่
รีวิว d7000 http://www.pixpros.net
รีวิว d5200 http://www.pixpros.net

บทสุรประหว่าง Nikon D5200 และ D7000

 Nikon D5200 ได้ความใหม่กว่า เทคโนโลยีใหม่กว่า ในส่วนของ Nikon D7000 โดดเด่นในเรื่องของประสิทธิภาพ การใช้งาน ความทนทาน Nikon D5200 จึงเหมาะสำหรับนักถ่ายภาพที่เริ่มต้นกับกล้องดิจิตอล DSLR ตัวแรก ในขณะที่ Nikon D7000 จะตอบสนองกับนักถ่ายภาพที่ความชำนาญในการถ่ายภาพมาแล้วระดับหนึ่ง


มาดูคำตอบจากบอร์ดต่าง ๆ ว่า ระหว่าง Nikon D5200 และ D7000 เค้าเลือกตัวไหนกัน

1. จากบอร์ดพันทิำพ   เชียร์ D7000  เหตุผลเพราะ D7000 ดีกว่า การ control กับ feature ต่่างๆ ทำได้ง่ายและสะดวกกว่า เช่น control flash ไร้สาย  
ใช้เลนส์ค่ายราคาถูก (ไม่มีมอเตอร์) ได้ดี เพราะ D7000  มีมอเตอร์ในตัว
มีปุ่มควบคุมต่าง ๆ ที่เข้าถึงได้รวดเร็ว และฟังก์ชั่นอื่น ๆ ดีกว่า D5200
D5200 ชนะในแง่เทคโนโลยีที่ใหม่กว่า ความละเอียดภาพที่มากกว่าและจอพับได้

2.จากบอร์ดตากล้อง ก็ยกให้ D7000  ชนะไปใส ๆ ถ้าไม่สน 1.จอพับได้ 2.นํ้าหนักกำลังดี ไม่หนักเกินไป 3.รูปทรงสวยงาม

3.จากบอร์ด thaidphoto เค้าให้เหตุผลไว้ดังนี้  
       D7000 ได้ฟีลลิ่งในการถ่าย การจับถือ ปรับแต่งโน่นนี่นั่น สะดวกกว่า เลนส์เก่าที่ไม่มีมอเตอร์ก็เอามาใช้ได้ เล่นแฟลชแยกก็ง่าย
        D5200 ได้มุมมองที่ดีกว่า กับไฟล์ที่ดีกว่า เบา พกสะดวก ก็ดีกันไปคนละแบบครับ ถ้าจะให้ครบๆคงต้อง D7100 แต่ก็ไม่มีจอพลิกได้อยู่ดี  
มีงอกไป D7100 ที่เปิดตัวใหม่ด้วย 555 สงครามนี้ยังไม่จบ

สุดท้าย ผมว่าจะเลือกตัวไหนเดินไปลองเล่นที่ร้านครับ ชัวร์สุด เลือกตัวที่ใช่ที่ชอบ จบครับ


Nikon D3200 vs D5200 เลือกตัวไหนดี ?

         เลือกตัวไหนกันดี ระหว่าง D5200 กับ D3200  ?


                   …ระหว่าง Nikon D3200 และ D5200 ตัวไหนดีกว่ากัน
                   ....ซื้อตัวไหนดี ระหว่าง Nikon D3200 และ D5200

เปรียบเทียบกันให้เห็นแบบจะจะ ไปเลยว่า ระหว่าง Nikon D3200 vs D5200  ควรจะสอยตัวไหนมาใช้?

วีดีโอ เปรียบเทียบ D5200 vs D3200



• ราคา 

    อันดับแรกดูที่ความต่างเรื่องราคา…D5200 มีค่าสู่ขอเฉพาะตัวกล้องอยู่ที่ 22,900 บาท
ส่วน D3200 อยู่ที่ 17,900 บาท ต่างกันอยู่ห้าพันบาท (ราคาอ้างอิงจากร้าน Fotofile ณ มีนาคม 2556)

ส่วนต่างห้าพันบาทนี้ให้อะไรในชีวิตเราบ้าง? คุ้มกับที่จะจ่ายเพิ่มดีมั๊ย? ต้องลองติดตาม
สองรุ่นนี้หน้าตาภายนอกจะต่างกันเล็กน้อย… D5200 จะดูแน่นหนาบึกบึนมากกว่า ดูน่าใช้มากกว่า แต่ก็ไม่ถึงกับมากมายอะไรนักเพราะต่างก็เป็นกล้องระดับ Entry Level เหมือนกัน อย่าเอาไปเทียบกับรุ่นใหญ่ เพราะมันจะต่างกันอยู่หลายขุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัสดุหรือราคา
ลองดูจากสเปคบางส่วนจะเห็นข้อที่แตกต่างกันอยู่พอประมาณ เราจะมาลองดูทีละเรื่องเลย


• CMOS Image Sensor
เซนเซอร์รับภาพจะมีความสามารถแตกต่างกันนิดเดียว (จริงๆ) ขนาดของมันก็จะต่างกันอยู่เพียงเล็กน้อย โดยทั่วไปแล้วมันน่าจะใช้เซนเซอร์รับภาพตัวเดียวกัน แต่อันที่จริงไม่ใช่ ซึ่งต่างก็เป็นเซนเซอร์รับภาพที่มีความละเอียดบ้าพลังสำหรับความเป็น Entry Level กันทั้งคู่ เพราะความละเอียดระดับนี้เอาไปพิมพ์โปสเตอร์ได้สบายๆ สำหรับผมแล้วคิดว่ามันออกจะเกินความจำเป็นสำหรับมือใหม่ไปสักนิด (บางทีมันอาจจะเปลืองไปหน่อยก็ได้ ก็ยังดีที่ยังสามารถปรับเลือกไปเป็นความละเอียดที่ต่ำลงได้) แต่เค้าก็อุตส่าห์ให้มาขนาดนี้แล้ว ก็ถือว่าถึงจะเป็นเซนเซอร์คนละตัวแต่คุณภาพก็ดีพอๆ กัน ดังนั้นจุดนี้จึงไม่ซีเรียสมากนัก

• ISO
D5200 จะได้เปรียบมากกว่าไปหนึ่งขั้น นั่นก็คือสามารถทำความไวแสงขึ้นไปได้ถึง 25600 ในขณะที่ D3200 อยู่ที่สูงสุด 12800 ถามว่าจำเป็นมากมั๊ยกับระดับความไวแสงที่เพิ่มสูงขึ้นไปหนึ่งขั้น? ก็ถือว่าได้เปรียบในแง่ของการใช้งานในสภาพแสงน้อย แต่ไม่ใช่เพื่อคุณภาพของภาพ เพราะที่ความไวแสงระดับนั้นแน่นอนว่า “น๊อยส์” หรือจุดรบกวนก็ย่อมจะต้องบานตะเกียงเป็นธรรมดา ซึ่งก็คงจะมีโอกาสน้อยนักที่จะใช้ ISO ถึงระดับนั้น ถ้าจะว่ากันที่เรื่องคุณภาพของภาพถ่ายจริงๆ



• Focus point
D5200 ได้เปรียบมากกว่าอย่างชัดเจนในเรื่องนี้้ เพราะมีจุดออโตโฟกัสมากถึง 39 จุด ในขณะที่ D3200 มีเพียง 11 จุด อันนี้มีไว้เพื่ออะไร? ก็มีไว้เพื่อใช้ในการตรวจจับโฟกัสด้วยระบบอัตโนมัติของกล้อง การที่มีจุดโฟกัสมากก็จะยิ่งครอบคลุมพื้นที่และมีความแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเราถ่ายภาพแบบ “ติดตามวัตถุ” จุดโฟกัสที่มีมากกว่าก็จะติดตามได้ต่อเนื่องมากกว่า แม่นยำมากกว่าเพราะมีหลายตัวส่งต่อหน้าที่ถึงกัน ช่วยกันทำงาน…อะไรประมาณนั้น
ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือการถ่ายภาพกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวอย่างรวด เร็วมากๆ จำนวนจุดโฟกัสที่มีอยู่มากก็จะยิ่งช่วยให้แม่นยำต่อการเคลื่อนที่เปลี่ยน ตำแหน่งตลอดเวลามากยิ่งขึ้น ลดโอกาสในการ “หลุด” จากโฟกัสได้มากยิ่งขึ้นด้วย

• Monitor
เรื่องนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็น “จุดตาย” สำหรับข้อแตกต่างที่สำคัญของกล้องเล็กสองตัวนี้เลยก็ว่าได้ เพราะถึงแม้ขนาดและความละเอียดจะเท่ากัน แต่ D5200 มีดีกว่าตรงที่มันสามารถหมุนปรับเปลี่ยนองศาการมองได้หลายทิศทาง คุณอาจคิดว่าก็ไม่เห็นจะจำเป็น เพราะ DSLR ก็ต้องเอาตาไปแนบกับช่องมองภาพอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ จะหมุนจอไปทำไม?
กล้องทั้งคู่ต่างก็มีระบบ Live view ที่สามารถดูภาพก่อนถ่ายได้ (ถ่ายทอดภาพมาจากเซนเซอร์รับภาพโดยตรง) ซึ่งเมื่อใช้ระบบนี้ เราก็จะสามารถดูภาพหรือดูมุมก่อนถ่ายภาพบนจอได้ ซึ่งมันก็จะช่วยให้เราถ่ายภาพมุมสูงโดยการชูกล้องขึ้นไป หรือมุมต่ำที่หย่อนกล้องลงไป แล้วดูมุมภาพจากจอได้เหมือนกับกล้องวีดีโอ ซึ่งมันจะช่วยในเรื่องการสร้างสรรค์มุมภาพได้เป็นอย่างมาก สะดวกกว่ากันเห็นๆ เลยทีเดียว ไม่อย่างนั้นก็ต้องใช้วิธีการเดาสุ่มไป ถูกใจก็จบ ไม่ถูกใจก็สุ่มกันไปเรื่อยๆ แล้วการถ่ายภาพเนี่ยมันมีจังหวะเดิมๆ รอเราอยู่ตลอดเวลาเสียที่ไหนกันล่ะ?
หรือประเภทชอบถ่ายภาพตัวเอง หรือถ่ายภาพคู่ด้วยตัวเอง เราก็พับจอมามองเห็นตัวเองได้ด้วย นี่กำลังฮิตสำหรับกล้องถ่ายภาพในยุคนี้เลยเชียวนะ!
• Continuous Drive
เรื่องของการถ่ายภาพต่อเนื่องที่ D5200 เร็วกว่าอยู่หนึ่งภาพ อันนี้สำหรับการถ่ายภาพบางสถานการณ์ที่ต้องการความต่อเนื่องหรือตัวแบบซึ่ง ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ความเร็วที่มากกว่านั้นก็จะช่วยเปิดโอกาสให้เราได้ภาพจังหวะดีๆ มากขึ้นอีกหนึ่งภาพ แต่สำหรับทั้งคู่ก็ยังไม่ถึงกับแตกต่างมากมายชนิดเห็นหน้าเห็นหลัง ซึ่งบอกตรงๆ ว่าเรื่องนี้ต้องพึ่งพาบุญเก่าที่จะเอาจังหวะงามๆ มายัดใส่เซนเซอร์รับภาพให้เราด้วย ดังนั้นอย่าไปซีเรียสกับข้อนี้มากมายนัก
• VDO
กล้อง DSLR ยุคปัจจุบันสามารถบันทึก VDO ระดับ HD กันได้หมดแล้ว ส่วนที่แตกต่างกันก็คือ D5200 สามารถบันทึกที่ระดับความเร็วสูงสุด 60 เฟรมต่อวินาที ความเร็วของการเล่นวีดีโอระบบ NTSC อยู่ที่ 30 เฟรมต่อวินาที แล้วจะมี 60 เฟรมต่อวินาทีไปเพื่ออะไร?
คำตอบก็คือ สำหรับการนำภาพมาเล่นแบบ “Slow motion” ได้นุ่มนวลยิ่งกว่า เพราะจำนวนภาพที่มากกว่าอยู่หนึ่งเท่าตัว เมื่อนำกลับมาเล่นที่อัตราปกติ เราก็จะได้ภาพสโลว์โมชั่นที่ “เนียน” กว่าจำนวนภาพในอัตราปกตินั่นเอง
…ไม่ได้ใช้เหรอ? งั้นก็ลืมมันไปเสียเถอะ
อ้อ…อีกอย่างหนึ่งที่ต่างกันก็คือ D5200 มีระบบบันทึกเสียงแบบ Stereo อยู่ในตัว ส่วน D3200 นั้นเป็นแบบ Mono ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะมีเสียงดังออกมาที่ลำโพงแค่ข้างเดียวนะ มันจะถูกรวมไปดังทั้งสองข้าง แต่ไม่มีการแยกเสียงซ้าย-ขวา ตามปกติของระบบ Stereo นั่นเอง
ถ้าอยากจะบันทึกเสียงแบบ Stereo ใน D3200 ก็ต้องเพิ่มไมโครโฟนแบบต่อภายนอก…ก็ต้องซื้อเพิ่มนั่นแหละ
• Special Feature
D5200 มีระบบการบันทึกภาพแบบ Timelapse อัตโนมัติมาให้ใช้ มันคืออะไร? มันก็คือภาพ VDO แบบเร่งความเร็วที่เราเห็นกันทั่วไปในยุคนี้นั่นแหละ โดยระบบจะทำการถ่ายภาพนิ่งแบบอัตโนมัติในทุกๆ ระยะห่างกี่วินาทีหรือกี่นาทีก็ตามแต่ที่เราจะกำหนด ซึ่งไฟล์ภาพนิ่งเหล่านั้นเราก็จะนำมันกลับมาต่อกันให้เป็น VDO แบบเร่งความเร็วอย่างที่เราเห็นกันอยู่บ่อยๆ นั่นเอง
คุณสมบัตินี้ไม่มีใน D3200 ถ้าอยากได้ก็คงจะต้องไปหาซื้อเครื่องมือเพิ่มเติม แต่ถ้าอยากได้ก็ต้อง D5200 นั่นเลย

ทั้งหมดนั้นคือข้อแตกต่างทางคุณสมบัติที่ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งก็คงมีรายละเอียดอื่นๆ ที่แตกต่างกันอยู่อีกบ้าง แต่ก็เป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่สำคัญมากเท่าไหร่นัก ทั้งเจ็ดข้อแตกต่างที่ผ่านมานั้นสามารถใช้เป็นจุดพิจารณาได้ว่า คุณจะยอมจ่ายเพิ่มอีกห้าพันบาทหรือไม่? ซึ่งห้าพันบาทนี้สามารถเปลี่ยนไปเป็นกระเป๋า, ขาตั้ง, ฟิลเตอร์, การ์ดหน่วยความจำ ฯลฯ ซึ่งเป็นอุปกรณ์พื้นฐานสำหรับมือใหม่ได้เลยทีเดียว ดังนั้นคุณต้องลองพิจารณาดูให้ดี โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องซื้อกล้องให้กับเด็กๆ หรือใครสักคนหนึ่งที่ยังไม่รู้แน่ว่า นี่จะเป็น “ของจริง” หรือ “ของเล่น” สำหรับเขากันแน่? ส่วนต่างห้าพันก็ไม่ใช่น้อยเลยนะคุณ

ถ้าเป็นผมก็บอกได้เลยว่าเลือก D5200 แน่นอน เฉพาะแค่เรื่องจอหมุนได้นั่นก็ทำให้ตัดสินใจได้แล้วล่ะ เพราะมันจะช่วยให้การถ่ายภาพแบบเล่นมุมมองสะดวกขึ้นอีกเยอะแยะเลยเชียว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น …ให้ไปลองจับ ลองเล่นดู ทั้งคู่ ไปลองจับลองถ่ายดู เพราะตรงนั้นจะบอกอะไรคุณได้อีกมากมายก่ายกองเลยเชียวล่ะ ซึ่งบางทีส่วนต่างห้าพันที่ว่าอาจจะไม่ใช่ประเด็นอันเป็นสาระสำคัญอีกแล้วก็ เป็นได้!


เขียนโดย ปิยะฉัตร แกหลง  
ขอขอบคุณ photonextor.com Emagazine การถ่ายภาพที่ฟรีและดีอีกเล่มหนึ่งของเมืองไทย